[LF] :: Problem Child :: 20 [SJ-KangTeuk] - 100%
posted on 07 Dec 2009 20:38 by psychel in Problem-Child
Title Problem Child #19
Type [LF] Long Fiction
Couple Kangin x Leeteuk (Feat. Super Junior and TVXQ)
Author Psyche
Warning เรื่องราวทั้งหมดถูกสร้างมาจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งสิ้น ไม่มีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของศิลปินที่ถูกอ้างอิงถึงแต่อย่างใด
ไม่เพียงคังอิน อีทึกเองก็จำน้ำเสียงของน้องชายทุกคนได้ขึ้นใจเช่นกัน ชายหนุ่มนิ่วหน้ากับน้ำเสียงห้วนสั้นของคนเป็นน้องแต่ก็ไม่ได้ท้วงติงอะไร ทำเพียงแค่สาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นแล้วถามว่า
“ทำไมลงมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะยองอุน ดึกแล้วนะ” คนถูกถามเพียงแค่เหลือบตามองหากไม่ได้ตอบ พาให้คนถามชักจะไม่สบอารมณ์ขึ้นมาบ้าง
“ถามทำไมไม่ตอบ มาทำอะไรแถวนี้”
“นั่งเล่น”
“ตอนตีสามเนี่ยนะ”
“อืม”
“ยองอุน !!”
“มีอะไร”
หน้าตาท่าทางนั้นบอกได้คำเดียว...มันเล่นพี่มันเข้าให้แล้ว คนอายุมากกว่าได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับอาการกวนส้นไม่มีหยุดยั้งของน้องชายหน้าหมี ทำไมนะ แค่จะถามไถ่ดีๆนี่ไม่ได้ ต้องให้ทะเลาะ
“อย่ามากวนฉันนะ ดึกแล้ว ไปนอนไป”
“นายก็ไปนอนสิ ฉันยังไม่ง่วง”
“ไม่ง่วงก็ต้องนอน นายไม่ใช่หุ่นยนต์นะ”
“อาจจะใช่ก็ได้”...ในเมื่อเจ้าเศษเหล็กพวกนั้นมันไม่จำเป็นต้องใช้หัวใจ
“คิมยองอุน หยุดเล่นตลกซะ ในฐานะหัวหน้าวง ฉันขอบอกให้นายไปนอนเดี๋ยวนี้”
“งั้นนายจะไปนอนกับฉันไหมล่ะ”
ไม่พูดเปล่า ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดเข้าประชิดตัวย่นระยะทางที่มีอยู่น้อยนิดให้กลายเป็นศูนย์ไปเลยในครั้งเดียว อีทึกอ้าปากค้าง ตกใจกับความเร็วนรกผิดกับรูปลักษณ์นั้นจนเผลอถอยหลังหนีไปก้าวหนึ่ง แต่วงแขนที่สอดเข้ามากันไว้ทำให้คนตัวบางไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อดีตคนที่เคยมั่นใจในตัวเองขยับตัวยุกยิก ชักจะหน้าเจื่อนเมื่อบัดนี้สำเหนียกชัดว่าความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินได้ถูกยึดเอาไปโดยคนที่อันตรายที่สุดเสียแล้ว
“ยองอุน ปล่อย เล่นแบบนี้ก็ไม่ตลกนะ” เสียงนุ่มเริ่มสั่น รู้ตัวดีว่าไม่สามารถต่อกรใดๆได้อีกต่อไปกับไอ้คนที่ชอบเอาวิธีแบบนี้มาเล่นยามคับขัน
คิมยองอุนทำแบบนี้ทีไร ปาร์คจองซูเป็นต้องลืมที่ขัดแย้งกันก่อนหน้าทุกที
“ยองอุน”
“ก็ไม่ได้จะให้ตลกนี่ ฉันถามจริงจัง”
ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดบางส่วนของใบหน้า นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นเปล่งประกายเช่นเดียวกับคำพูด มันแวววาว...เหมือน เหมือนสัตว์ป่าที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ
“ไม่มีอะไรจริงจังทั้งนั้น นายเมาแล้ว”
“ฉันไม่ได้กินเหล้า”
“นายอาจจะเมาน้ำเปล่าโดยไม่รู้ตัวก็ได้”
“เมานายมากกว่ามั้ง” ไม่นะ...
“บะ บอกแล้วไงว่าฉันไม่ชอบเล่นหนังเกย์ แบบเฉียดๆก็ไม่เอา นายไปหาคนอื่นเถอะนะ” รอยยิ้มร้ายไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิดเดียว
“แล้วนายก็จะชอบ” ...เหยื่อที่ชื่อปาร์คจองซู
“ไม่!!!!”
ทันทีที่ริมฝีปากร้อนนาบทับแก้มใส คนที่โตแต่อายุหากช่างอ่อนหัดในเรื่องรักใคร่ก็สะดุ้งเฮือก สองมือดันร่างหนาหนักเหมือนกำแพงหินออกเต็มแรงก่อนจะวิ่งหัวซุกหัวซุนขึ้นบันไดไปโดยไม่เหลียวหลัง และไม่กังวลแม้ว่าจะสร้างเสียงโครมครามอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทิ้งให้คนอีกคนมองตามด้วยแววตาที่อธิบายความหมายไม่ได้จนลับสายตา
“ไม่!!!!”
คิมยองอุนผ่อนลมหายใจหนัก สองมือกำแน่นจนขึ้นข้อขาว
เมื่อกี้ ถ้าหากเขาไม่ผ่อนแรงออก มีหรือร่างผอมเล็กตัวแค่นั้นจะหลุดออกไปได้ กลิ่นกายหอมหวานจนไม่อยากเชื่อว่าจะมาจากผู้ชายด้วยกันต่างหากที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ ณ ช่วงเวลานั้น คนที่เคยมีจิตใจแข็งแกร่งไม่มั่นใจเลย หากได้ลิ้มลองรสชาติของนางฟ้าสักครั้ง เขาจะยังสติเหลือพอที่จะยับยั้งชั่งใจ
ในที่สุดโซฟาตัวใหญ่ก็ถูกใช้เป็นที่พักผ่อนสำหรับอีกไม่กี่ชั่วโมงของยามค่ำคืนสำหรับซูเปอร์จูเนียร์คนที่ห้าจริงๆ บางที มันอาจจะผิดตั้งแต่ที่เขายอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงบ้าๆนี่ตั้งแต่แรก
สายไปแล้ว...
มโนสติก่อนที่จะหลับลงบอกกับตัวเองเช่นนั้น
...มันสายไปมากทีเดียว เขารู้ตัวช้าเกินไป...
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน....ก็ไม่แตกต่างกันเลย
------------------------------------------------------------------------------------------------
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วบริเวณสถานที่เล็กๆ ทุกใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความชื่นบาน รวมถึงสามนักแสดงหลักและนักร้องนำด้วยเช่นกัน
“เอ้า เชียรส์”
เสียงผู้กำกับซึ่งอาวุโสที่สุดพูดขึ้นก่อนที่แก้วใสทรงสูงบรรจุน้ำสีสวยจะถูกยกขึ้นพร้อมกัน
“ในที่สุดก็ถึงวันนี้ซักที ขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะ”
“ขอบคุณมากค่ะ” นักร้องสาววัยสิบหกโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมเรียกรอยยิ้มเอ็นดูได้จากทุกคน
การถ่ายทำเอ็มวี Timeless ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้วรวมถึงตัวเอ็มวีก็ได้ออกอากาศจนได้รับความนิยมมากมาย วันนี้จึงเป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของทีมงานทุกคน
ชายหนุ่มชาวจีน...หนึ่งในนักแสดงหลักมาด้วยชุดลำลองแต่เรียบหรูสีดำสนิท ใบหน้าที่เคยแข็งคมราวกับรูปสลักเริ่มจะเลือนออกเป็นรอยยิ้มแสดงถึงความมีชีวิตชีวา เขากำลังพูดคุยกับทีมงานคนหนึ่งที่คุ้นเคยกัน...ด้วยความรู้สึกจริงใจไม่เสแสร้งแกล้งทำเหมือนเมื่อก่อน
และแล้วก็พบว่าสิ่งที่ได้กลับมาก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผู้คนเหล่านี้ไม่เหมือนคนในค่าย ที่คอยแต่จะดูถูกดูแคลนและปรามาสในตัวฮันกยอง เพียงแค่ลดความหยิ่งทะนงและปมในตนเองลงไปบ้าง อะไรหลายๆอย่างก็ง่าย และเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
“ว่าไง จะออกอัลบั้มใหม่เมื่อไหร่ล่ะฮันกยอง ไว้จะไปอุดหนุน ลูกสาวที่บ้านนะมันก็บ้าซูเปอร์จูเนียร์จะเป็นจะตาย บัตรมีทที่ให้มาครั้งก่อนมันก็เพ้อไปว่าพี่ๆทุกคนน่ารัก เป็นกันเองมาก” ขาเต้นของวงยิ้มรับโดยไม่แพร่งพรายความคิดสมเพชในใจออกมาให้ผู้เป็นพ่อของเอลฟ์ที่แสนโชคร้ายคนนั้นได้รับฟัง
“อัลบั้มเต็มคงยังไม่เร็วๆนี้ล่ะครับ จะรอพ้นงานประกาศรางวัลไปก่อน”
“อ้อ นั่นสินะ หวังรางวัลนักร้องหน้าใหม่อยู่ล่ะสิ” คนฟังเออออ
“แต่ว่าอาจจะมีอัลบั้มรวมของวินเทอร์เอสเอ็มทาวน์ถ้าตกลงเรื่องเวลากันได้”
“เออ ดีๆ อัลบั้มเดียวรวมทุกศิลปิน คนซื้อไปก็คุ้ม” ว่าแล้วสตาฟฟ์แสนอารมณ์ดีก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากก่อนจะขอตัวไปทักทายคนรู้จักคนอื่นๆต่อ
สายตาคมของมังกรปรายไปทางที่มีรุ่นน้องวงเดียวกันยืนดื่มไวน์อยู่เงียบๆคนเดียว แต่พอมีคนมาทักก็สามารถยิ้มรับและพูดคุยได้โดยไม่มีเรื่อง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้ม ท่าทางว่าอีกฝ่ายก็จะคิดได้เช่นเดียวกัน คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องนี่...
ชายหนุ่มโคลงหัวเล็กน้อย
ว่าแต่...กับคนหัวแข็งจนด้านอย่างชเวซีวอน อะไรไปกะเทาะหัวให้คิดได้นะ
ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นสายตาที่มองมาอย่างประเมินของซูเปอร์จูเนียร์จากแดนมังกร ทว่าสิ่งที่เพิ่งได้รับจากหัวหน้าวงก็กดให้คุณชายตระกูลชเวนิ่งไว้ หันเหความเอาใจใส่มาที่คู่สนทนาเช่นเดิม มีบ้างที่จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญแต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงแววตาจริงใจไร้สิ่งเคลือบแฝงของคนพูด ซีวอนก็บอกตัวเองว่าเขาก็ต้องพยายามในส่วนของเขาเช่นกัน
ใบหน้าหล่อเหลาชักกระตุกเมื่อสายตาเจ้ากรรมมันเหลือบไปเห็นรอยยิ้มแปลกๆจากไอ้คนที่ไม่เคยนึกอยากนับเป็นพี่ชายร่วมวง ริมฝีปากขมุบขมิบ
ไม่ต้องมอง...ไม่ต้องใส่ใจ...ไม่ต้องหมั่นไส้...ก็จะไม่เกิดเรื่อง...
ผมทำถูกใช่ไหมพี่อีทึก
.
.
.
ร่างโปร่งบางในชุดราตรีสั้นสีครีมเดินเร็วๆมาทางที่นักร้องสาวชาวจีนยืนอยู่ เมื่ออีกฝ่ายหันมาให้ความสนใจก็ดึงมือให้หลบไปยืนที่มุมลับตาหน่อยด้วยกันก่อนจะกระซิบถามเสียงมึน
“นี่มันอะไรน่ะรีอิน ทำไม อยู่ดีๆเป็นแบบนี้ไปได้” ดวงหน้าหวานละมุนลอบมองไปทางสองหนุ่มที่ยืนกันคนละมุมอย่างหวาดๆ
“ไม่รู้สิ ฉันก็งง”
“อยู่ดีๆวันนี้พี่ฮันกยองก็ยิ้มให้ฉัน พี่ซีวอนก็เมินหนีแต่ไม่แสยะเหมือนทุกที ช็อกแทบตาย”
คนเป็นนักร้องมองคนเป็นนักแสดงอย่างเห็นใจและเข้าใจ อยู่ค่ายเดียวกันมาทำไมจะไม่รู้อิทธิฤทธิ์พี่ท่านทั้งสิบสามคน อ้อ อาจจะเว้นพี่อีทึกไว้คนหนึ่ง ทะเลาะกันเองเป็นที่หนึ่ง หาเรื่องคนอื่นได้เป็นที่สอง จะดูสุภาพเรียบร้อยก็ต่อเมื่ออยู่กับคนนอกค่ายเท่านั้น
และอียอนฮีก็คือหนึ่งในเอสเอ็มเช่นเดียวกัน โดนกันมาตั้งแต่ต้นยิ่งกว่าใคร มาเจอแบบนี้...ใครไม่ตกใจก็แปลก
“เอาน่า” ตบบ่าพี่สาวตัวสูงเบาๆ “มันอาจจะดีก็ได้นะ”
“ฉันก็หวังให้เป็นแบบนั้นแหละ”
“แล้วนี่ ละครเรื่องใหม่เปิดกล้องเมื่อไหร่ล่ะยอนฮี” จางรีอินเบนเรื่องอย่างนุ่มนวล
“ไม่รู้สิ มกราหน้ามั้ง ผู้กำกับยังไม่ติดต่อมาเลย” แววตาคู่สวยเป็นประกายสุกใสเมื่อพูดถึงงานของตน
“ดีใจด้วยนะ”
“อื้ม เธอก็เหมือนกันแหละ วันก่อนฉันเข้าไปเช็คในเว็บ มีแต่คนบอกว่าเสียงรีอินเพราะ ไม่แน่ รอบต่อไปอาจจะเป็นอัลบั้มเต็มเลยก็ได้นะ แล้วก็อาจจะมีเพลงจีนด้วย”
สองสาวมองตากันก่อนจะกอดเอวหัวเราะอย่างมีความสุข
.
.
.
ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีจนกระทั่งจบงาน ซีวอนอารมณ์ดีพอที่จะเข้าไปคุยกับผู้กำกับและทีมงานโดยไม่ตั้งแง่รำคาญไว้ในใจเหมือนแต่ก่อน ฮันกยองเองก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยหากทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเลยนอกจากนักแสดงสาวสวยเท่านั้น สองนักร้องจากวงเดียวกันยืนกันคนละฟาก และไม่เคยพูดกันโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว
หญิงสาวพยายามทำลืมๆเรื่องเหล่านั้นและพอใจกับสิ่งที่มีตอนนี้ให้มากที่สุด อย่างน้อยหล่อนก็ไม่ต้องตัวแข็งตัวชากับสายตาเหยียดหยามแบบนั้นอีก
บรรยากาศดีๆห้อมล้อมไปทั่วบริเวณจนเมื่อมีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากด้านหลังให้ทุกคนในกลุ่มต้องหันไปมอง และแล้วเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่กำลังเดินเข้ามาชัด ใบหน้าประดับรอยยิ้มของชเวซีวอนก็เลือนลงขณะที่ฮันกยองมีประกายวาบในดวงตา...พร้อมกับสีหน้าอยากจะร้องไห้ของอียอนฮีที่หันไปสบตากับหญิงสาวอีกคนอย่างสิ้นหวัง
“อ้าว จุนซู มาช้านะ เข้ามาก่อนสิ”
และเสียงของผู้กำกับก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง
.
.
.
ฮันกยองปราดเข้าไปยืนข้างน้องชาย บีบข้อมือไว้แน่นเมื่อเห็นสีหน้าไม่น่าไว้ใจของคุณชายตระกูลชเว กลัวใจไอ้เด็กไม่รู้จักคิดนี่นักว่าจะเผลอหลุดอะไรออกไป
“อย่าทำอะไรโง่ๆนะ” กระซิบดุๆไม่นำพาต่ออาการแข็งขืนของอีกฝ่าย
“ปล่อยฉัน”
“ปล่อยให้โง่สิ มีหัวคิดซะบ้าง ทนมาได้ตลอดจะมาหลุดอะไรเอาวันนี้ฮะ”
“ช่างแม่ง ไม่สนแล้ว” มือแข็งแกร่งบีบแน่นจนซีวอนได้ยินเสียงกรระดูกตัวเองลั่นดังกร๊อบ พร้อมกับสติที่กลับมาบางส่วน
“สวัสดีฮะพี่ฮันกยอง ซีวอน”
เสียงแหบเป็นเอกลักษณ์เอ่ยแทรกทำให้สองสมาชิกจากวงลูกโป่งสีน้ำเงินต้องปรับท่าทีของตนโดยอัตโนมัติ
“สวัสดี” น้ำเสียงกระด้างทำให้เทพแห่งตะวันออกผู้สดใสร่าเริงหน้าหม่นไปเล็กน้อยทว่าก็ไม่มีใครสังเกต
“ดีจริง วันนี้รวมพลชาวเอสเอ็มหรือยังไงกัน กี่คนเข้าไปแล้วเนี่ย เอ้า มาๆ มาตรงนี้”
การเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นของผู้กำกับมนุษยสัมพันธ์เยี่ยมทำให้คนร่วมค่ายเดียวกันยิ้มเรี่ยราด จะปฏิเสธก็ใช่ที่ สุดท้าย ซูเปอร์จูเนียร์ทั้งสองและอีกหนึ่งทงบังชินกิก็ต้องมายืนรวมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หน้าตาของซีวอนที่ดูออกว่าฝืนเต็มที่ทำให้ซีอาจุนซูถอนหายใจ อยากที่จะเลี่ยงไปอยู่กับสองสาวแทนก็จนปัญญาด้วยโอกาสไม่เปิดให้ทำเช่นนั้น พี่ฮันกยองที่ยืนข้างๆก็เหมือนสวมหน้ากาก พี่ชายชาวจีนไม่เคยหาเรื่องเขา แต่ก็ไม่เคยสักครั้ง ที่จะถามไถ่ไยดี ครั้งที่ต้องลงไปส่งเขาตอนพี่อีทึกป่วยอยู่โรงพยาบาลก็เหมือนกัน จุนซูอึดอัดจนต้องบอกให้พี่เขากลับขึ้นไปแม้จะเดินไปได้เพียงครึ่งทาง
สายเลือดมังกรคนนี้ทำเหมือนกับว่าจุนซูไม่มีตัวตน
“พวกนายมานานแล้วเหรอ”
“เรื่องของฉัน”
“แย่จังเลยเนอะ ฉันดันติดงานเลยมาได้ตอนงานเกือบเลิก”
“จะมาทำไม ดังนักนี่ ไปอยู่กับวงของนายสิ ตรงนี้ไม่มีใครต้อนรับ”
ทันที่ที่เหลือเพียงสามคน ตัวเจ้าปัญหาก็เปิดฉากก่อน แน่นอน จากภายนอก...คนสามคนยังยิ้มแย้มคุยกันได้ไม่มีพิรุธใดๆ
“ฉันไม่ได้ดังขนาดนั้นซะหน่อย”
“จะซ้ำเติมกันหรือไง”
“เปล่านะซีวอน มีเหตุผลหน่อยสิ”
“กับคนบางคนมันก็ไม่มีประโยชน์” หน้าตาที่ดูมีความสุขตลอดเวลาของคิมจุนซูทำให้เขาหงุดหงิด
เกลียดนัก ไอ้คนที่มันไม่เคยทุกข์ร้อน เดบิวต์มาก็ดัง ทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกาย ไม่เคยลิ้มรสของคนที่เป็นที่สนใจมาตลอดแล้วจู่ๆก็ต้องมาแบ่งแยกสิ่งนั้นไปให้คนอีกสิบสองคนร่วมด้วย ไม่เคยสลดกับอะไรทั้งสิ้น
“ซีวอน”
“ใครใช้ให้เรียกชื่อฉัน”
“ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนายนะ” ความจริงใจให้ได้เพียงรอยยิ้มเหยียดเยาะ ถึงอย่างไรซีวอนก็ยังเป็นซีวอนคนเดิม เขายินดีเปิดรับพี่อีทึกที่ดีกับเขามาตลอด ยินดีเปิดรับคนที่เข้ามาใหม่...แต่ไม่ใช่กับไอ้คนที่เกลียดฝังใจกันมาแต่ต้น!!!!
ไอ้พวกนรกทงบังชินกิ
“อยากเป็นเพื่อนงั้นเหรอ ตลกน่า ขนาดคนในวงนายเองหรือเพื่อนเก่าเพื่อนแก่นายเขายังไม่อยากจะคบ แล้วฉัน จะไปเป็นเพื่อนนายทำไมกัน” ท่าทางอวดดีโอหังซีวอนทำได้อย่างไร้ที่ติ
“แสดงว่านายมันคงไม่มีอะไรดีเลยสินะ อีฮยอกแจที่ทนมาได้หลายต่อหลายปีถึงหมดความอดทนในที่สุด
“.............................” จุนซูส่ายหน้า ปากขยับโดยที่ไม่มีเสียงออกมา
ชเวซีวอน...ตีตรงจุดเกินไป
“พูดไม่ออกเหรอ”
“ทำไม...” เสียงที่เคยขับกล่อบคนทั้งประเทศบัดนี้แห้งผาก
“ไม่ทำไม แค่รำคาญ จะได้ตาสว่างซักที”
“.....................”
“สำรวจตัวเองเสียบ้างเถอะคิมจุนซู เลิกปั้นหน้ายิ้มไปวันๆได้แล้ว เห็นแล้วมันน่าทุเรศ”
.
.
.
ซูเปอร์จูเนียร์ลำดับที่สิบเดินจากไปแล้วพร้อมพี่ชายร่วมวง แต่สมาชิกทงบังชินกิยังแข็งค้างอยู่กับที่ ภายในใจเจ็บปวดจนไม่สามารถที่จะฝืนดวงหน้าให้สดใสได้อีกต่อไป
“พี่จุนซู เป็นอะไรรึเปล่าคะ สีหน้าไม่ดีเลย พี่ซีวอนกับพี่ฮันกยองทำอะไร”
อียอนฮีปราดเข้ามาหาด้วยดวงตาเป็นห่วง ชายหนุ่มส่ายหน้า ฝืนยิ้มกลับให้น้องสาวที่น่ารักเสมอมา
“แน่นะคะ”
“อืม พี่ไม่เป็นไร เขาไม่ได้ทำอะไรหรอก คุยกันนิดหน่อยเท่านั้น”
จุนซูยิ้มเศร้าๆให้กับตนเอง รู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ตัดสินใจยกเลิกงานถ่ายแบบไปเพื่อจะมางานเลี้ยงฉลองนี้ มันไม่ได้ให้ผลดีอะไรเลย
ที่จริงเขาก็น่าจะทบทวนตัวเองได้แล้ว ไม่ควรต้องให้คนอื่นมาบอกมาเตือน ที่ผ่านมาเขาทำอะไรผิดไป มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นที่เขาไม่ทันได้ฉุกคิดใส่ใจใช่ไหม วันนี้คำพูดนั้นประดุจมีดกรีดลงมากลางแผลใหญ่กลัดหนอง...แผลที่เก็บงำซ่อนเอาไว้ตั้งแต่เดบิวต์จวบจนปัจจุบัน
นั่นสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน
พี่ยุนโฮ พี่แจจุง ยูชอน ชางมิน...ผมทำอะไรผิด
ทำไมหรือฮยอกแจ...ฉันผิดอะไร นายไม่พอใจอะไร
ฉันรักนายมากเท่าที่เพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งจะรักได้ แล้วทำไมเมื่อปีที่แล้ว วันนั้น
นายถึงได้ตะโกนใส่หน้าฉันว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน...
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
เพลงเปิดตัวของโปรเจ็กต์ K.R.Y ‘The One I Love’ สร้างกระแสความนิยมในตัวซูเปอร์จูเนียร์ให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกด้วยเสียงร้องนุ่มทุ้มหู อารมณ์ที่สะเทือนใจและรูปลักษณ์สุขุมของนักร้องทั้งสาม รายการทีวีต่างพากันประโคมข่าวชื่นชมในความสามารถหลากหลาย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยินน้ำเสียงที่ทรงพลังเช่นนี้จากวงซึ่งเดบิวต์ออกมาโดยเน้นการเต้นและความสดใส และนั่นทำให้ความหวังในการชิงรางวัลปลายปีมีมากขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ
โดยประเดิมงานแรกในอีกไม่ถึงสัปดาห์ ‘
Mnet KM Music Festival’ หรือ ‘MKMF Awards’
“มีใครรู้บ้างว่าคิบอมไปไหน”
“........................”
เกมยี่สิบคำถามที่มีผู้เล่นอยู่ฝ่ายเดียวยังคงดำเนินต่อไปในบ้านพักของนักร้องดังแห่งเอเชีย แน่นอนว่าการเล่นครั้งนี้เป็นจำนวนหนึ่งต่อสิบเอ็ดเพราะหนึ่งในสิบสองได้กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของคำถามไปเสียแล้ว
“ขอร้อง วันนี้พี่ไม่มีอารมณ์จะเล่นกับพวกนายแล้ว ถ้าใครรู้ช่วยบอกที ยังไงทุกคนก็ต้องซ้อมการแสดงในเอ็มเคเอ็มเอฟ งานก็ต้องเป็นงาน หวังว่าพวกนายจะยังจำได้”
“.........................”
“พี่ไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครไม่รู้เลย”
“.........................”
เงียบไปอีกสักพักก่อนที่อีทงเฮจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก
“ถ้าจำไม่ผิดหมอนั่นจะออกไปหาพี่ฮีชอล”
“ฮีชอล”
“ครับ”
อีทึกเลิกคิ้ว ประหลาดใจพอๆกับสมาชิกคนอื่นในวง คิบอมเป็นเด็กของนางพญาหรือนี่
“ไปทำไมรู้ไหม”
“ไม่ทราบครับ พี่ก็ลองโทรเข้าโรงพยาบาลดูสิ”
“ก็เป็นความคิดที่ดี ขอบใจมากทงเฮ”
คนเป็นพี่ใหญ่ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของน้องชายโดยลืมคิดไปเสียสนิทถึงสาเหตุที่ทำให้คู่ที่เกลียดกันพอๆกับโจคยูฮยอนและอีซองมินถึงได้รู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายได้
“ว่าไง นายอยู่กับพี่ฮีชอลใช่ไหม” ปลายสายตอบอะไรไม่มีใครรู้ แต่เสียงของพี่ชายใหญ่ก็ไม่ได้ดูหงุดหงิดมากเท่าที่ควร “เอางั้นเหรอ ระวังตัวหน่อยละกันอย่าให้โดนแฟนคลับฉกไปกลางทางล่ะ...อืม...อืม ได้...แล้วพี่จะรอนะ บอกฮีชอลให้หายเร็วๆด้วย”
กริ๊ก เสียงวางโทรศัพท์พร้อมกับสีหน้าของคนคุมงานค่อยดีขึ้นเล็กน้อย
“โอเค คิบอมบอกว่าเดี๋ยวจะมาสมทบที่บริษัทตอนบ่าย ให้พวกเราซ้อมกันไปก่อนเลย”
“แต่ผมยังต้องซ้อมร้องเพลง” เสียงแหลมท้วง
“เรื่องนี้สำคัญกว่ารยออุก มิวสิกคอร์อาทิตย์นี้เว้นไปเพื่อให้งานเอ็มเคเอ็มเอฟ นายก็รู้นี่”
“แล้วอินกิกาโยล่ะครับ”
“พี่รู้ว่านายไม่ชอบเต้น แต่ตอนนี้ก็ไม่มีฮีชอล ไม่มีใครดุนายแล้ว เป็นผู้ใหญ่หน่อย” คำกล่าวเฉียบขาดนั้นทำให้คิมรยออุกถึงกับเงียบกริบ แม้ในตาจะฉายแววกรุ่นๆไม่ค่อยพอใจ...ด้านร้ายๆเริ่มแสดงออกมา
“หึ คิดว่าแค่ได้มีโอกาสร้องเพลงมากหน่อยแล้วจะเข้าตากรรมการ จะได้สละคนในวงออกแล้วฉายเดี่ยวแทนแล้วหรือไง เสียใจด้วยนะ สลัดฉันกับคิมจงอุนไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
กระแสเสียงยั่วมากระซิบอยู่ข้างหูก่อนที่เจ้าของเสียงจะโฉบผ่านออกไปโดยไม่มีใครซักคนจะสังเกตการจิกกัดในครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความขุ่นเคืองให้กับอดีตน้องเล็กอีกเป็นเท่าตัว รยออุกกัดฟันพูดด้วยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง
“โจคยูฮยอน อย่า-มา-แส่-เรื่อง-ของ-ฉัน” หากเสียงที่ได้ยินกลับมากลับเป็นของอีกคน
“อย่าไปฟังมันพูดเลย มันก็ปากเสียอย่างนั้น แต่ขอบอกว่า สิ่งที่เด็กคนนั้นพูดเป็นความจริง ฝันมากก็เจ็บมากนะคิมรยออุก”
ใบหน้าเล็กมีสีหน้าตกใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาให้เป็นที่ผิดสังเกต เจ้าของเสียงนั้นคืออีกหนึ่งในโปรเจ็กต์ร้องหลักทั้งสามของเคอาร์วาย คิมจงอุน พี่ชายที่รยออุกให้ความเคารพมากกว่าใคร...โดยหาสาเหตุไม่ได้
การที่ต้องแยกตัวออกไปเพียงสามคนทำให้ได้รู้เช่นเห็นชาติกันเพิ่มมากขึ้น และชายหนุ่มก็จะฝ่ายเป็นปรามเขาและคยูฮยอนทุกครั้งที่การปะทะฝีปากชักจะเกินเลยจุดที่สมควร โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน หนุ่มร่างเล็กไม่เข้าใจเลย เพียงคำพูดประโยคเดียว ถ้าหากเป็นคยูฮยอนหรือคนอื่น หรือแม้กระทั่งพี่อีทึกพูด เขาคงโกรธจนเผลอโต้อะไรแย่ๆกลับไป แต่เมื่อคนที่พูดคือซูเปอร์จูเนียร์เยซอง ความรู้สึกที่แทรกสอดเข้ามากลับเป็นความเสียใจและ...สลด
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” อีทึกถึงกับงงเมื่อน้องชายตัวเล็กจู่ๆก็ก้มหน้าก้มตา เดินจ้ำพรวดออกไปจากห้องเสียอย่างนั้นโดยไม่ฟังเสียงอะไร และน้องเล็กสุดที่ดูไม่เล็กอีกคนก็หัวเราะเสียงบาดหู
“คงทนไม่ได้เลยต้องหลบไปเลียแผลให้ตัวเอง มีคนไม่เข้าข้างซะแล้ว”
“พูดถึงอะไรน่ะคยูฮยอน เลียแผลอะไร ใครเข้าข้าง” คนเสียงนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ผมจะไปรู้ได้ยังไง ถามพี่เยซองดูสิ”
พอหันไปหาอีกคน น้องชายหน้านิ่งก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าหวังว่าจะมีอะไรหลุดออกมาจากปาก สมาชิกที่เหลือก็ดีเหลือเกิน นั่งประกอบฉากกันไม่มีทุกข์ร้อน ยังเห็นทงเฮที่หลังจากเสนอมาหนึ่งความคิดก็ปิดปากเงียบกับซองมิน ฮยอกแจจับกลุ่มคุยกันไม่สนใจความเป็นไปของโลกภายนอก
คนเป็นหัวหน้าวงและรับหน้าที่กาวตราช้างไปด้วยถึงกับกุมขมับ อาการปวดหัวชักจะกัดกินร่างกายอีกครั้ง แสนจะเหนื่อยใจ
ให้มันได้อย่างนี้สิปาร์คจองซู
-----------------------------------------------------------------------------------------------
จดหมายปิดผนึกอย่างดีที่วางทอดนิ่งอยู่บนผ้าปูเตียงขาวสะอาด ชื่อที่อยู่ที่จ่าหน้ามาทำให้ดวงตาดำไหววูบ ใจหนึ่งอยากแสนอยากจะหยิบออกมาเปิดดู ซึบซับถ้อยคำแต่อีกใจหนึ่งก็หวาดกลัว ด้วยไม่รู้เนื้อความที่อยู่ภายใน
สมควรไหมที่จะเปิดออกอ่าน หรือว่าเขาควรจะเก็บมันไว้ใต้สุดของลิ้นชัก ลืมเสียให้หมด...ให้เหมือนกับที่ทำมาตลอดตั้งแต่ตัดสินใจก้าวเท้าออกมา “
ผมควรจะเปิดไหมครับ ทั้งๆที่มันมาช้าไปสี่ปี ผมควรหรือเปล่าครับ...แม่”
TBC