[SF] :: The Name I Loved :: [SHINee-HoOn]
posted on 23 Oct 2009 12:49 by psychel in SHINee-Short-Fiction
Title The Name I Loved
Type [SF] Short Fiction
Couple Minho x Onew
Author Psyche
Warning เรื่องราวทั้งหมดถูกสร้างมาจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งสิ้น ไม่มีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของศิลปินที่ถูกอ้างอิงถึงแต่อย่างใด
Talk 55555 พลอตเรื่องนี้มาจากเพลงค่ะ ถึงแม้จะออกมาแค่พรีวิว ไซคีก็ยังอุตส่าห์ดั้นนด้นแต่งมันจนได้ กร้ากกกกกก ฝากไว้อีกเรื่องด้วยนะคะ
The Name I Loved
ปลายปากกาจรดเขียนเนื้อความประโยคสุดท้ายก่อนจะวางลงข้างกระดาษสีขาว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้บุนวมนุ่มนิ่มอย่างหมดแรง
จินกิเหลือบสายตามองตัวหนังสือที่เรียงรายเต็มแผ่น...
ทุกถ้อยคำกลั่นกรองเรียงร้อยออกมาจากหัวใจ...
...ที่เจ็บปวด...
กระดาษแผ่นนั้นเต็มแล้ว...สีดำจากหยดน้ำหมึกเข้าทาบทับสีขาวจนดูละลานตา เหลือเพียงที่ว่างเดียวตรงหัวกระดาษที่เว้นไว้ ชายหนุ่มยกรอยยิ้มบาง ขณะที่เคลื่อนสายตาออกจากตรงนั้นไปที่แผ่นฟ้ากว้างซึ่งมองเห็นชัดผ่านทางกระจกใสข้างโต๊ะ
อดีตเหมือนลอยเข้ามาใกล้...
ชั่วแวบหนึ่งที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มวูบไหว ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ยิ้มแสนเศร้าสุดใจ ปากกาด้ามยาวตวัดเป็นคำอย่างมั่นใจ
เพลงนี้มอบให้แด่...เธอ
‘The Name I Loved’
.
.
.
날 바라볼 수 없는 널 기다림이 너무 힘들어
นอล พา-รา-บล ซู ออบ-นิน นอล คี-ดา-รี-มี นอ-มู ฮิม-ดิ-รอ
การรอคอยเธอคนที่ไม่เคยมองดูฉัน ช่างยากลำบากเหลือเกิน
.
.
.
“ขอโทษนะ จินกิ วันนี้ไม่ได้จริงๆ ติดคลาสการแสดงตอนเย็น ไว้วันหลังนะ” เสียงใสเอ่ยอย่างรู้สึกผิด สองมือยกขึ้นไหว้พร้อมกับที่ใบหน้าอ่อนเยาว์สลด
คนฟังเองก็สลดแต่ก็พยายามข่มความรู้สึกนั้นไว้เต็มที่ ฝืนฉีกยิ้ม
“อืม ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้นี่นา”
“ไม่โกรธนะ”
“อืม”
“แน่นะ โอย ฉันขอโทษจริงๆ ฉันไม่รู้เลยว่าเขาจะนัดซ้อมกันวันนี้”
“อืม ช่างมันเถอะ ไว้เรานัดกันใหม่ก็ได้” พูดออกไปทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะไม่มีวันนั้น หรือถ้ามี ระยะเวลาในการรอคอยมันก็คงมากเหลือเกิน
ในตอนนี้สาวน้อยตรงหน้าไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้าหล่อนเป็นเด็กฝึกหัดของค่ายเพลงดัง ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมมากมาย จนแทบไม่มีเวลาเหลือที่จะไปเรียน ไม่มีเวลาเหลือ...แม้กระทั่งกินข้าวเย็นกับแฟนที่คบกันมาถึงสามปี
อีจินกิไม่ได้โกรธ ถ้าจะโกรธเคืองเขาคงเลิกกับหล่อนตั้งแต่ปีที่แล้วที่หล่อนเริ่มชีวิตใหม่ของตนเอง ไม่ทนรอมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เขาเพียงแต่เสียดาย
เสียดายเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกัน
“โอ๊ะ ตายๆๆ จะห้าโมงแล้ว ฉันขอครูเขาออกมาแค่แป็บเดียว ไปก่อนนะจินกิ แล้วไว้จะโทรหานะ” พูดๆแล้วก็รีบซอยเท้าจากไปจนเรือนผมหนานุ่มนั้นพลิ้วกระจาย
คนที่ถูกทิ้งยกมือค้าง...เผยอปากค้าง ไม่ทันแม้กระทั่งจะกล่าคำอำลาและโบกมือให้ นัยน์ตาเรียวรีหม่นหมองขณะที่หันหลังกลับ เริ่มต้นเดินจากไปอย่างเดียวดาย
เวลา...เสียไปอีกหนึ่งวัน
อันที่จริงแล้วเหตุการณ์นี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น กลับกัน มันเกิดขึ้นบ่อย...ยิ่งวันความถี่ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ และระยะเวลาว่างของคนรัก ก็น้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน
น้อย...จนเขาสังหรณ์
คามคิดนั้นทำให้จิตใจกระตุกวูบ
เขารู้สึก ว่าอีกไม่นาน ‘เวลา’ ของคนสองคนกำลังจะหมดลง...
.
.
.
이젠 견딜 수 없어 이뤄질수 없기에
อี-เจน กยอน-ดิล ซู ออบ-ซอ อี-รวอ-จิล-ซู ออบ-ที-เอ
ตอนนี้ฉันอดทนต่อไปไม่ไหว ฉันทำมันไม่ได้อีกแล้ว
.
.
.
ร่างสูงเก้งก้างของเด็กชายที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่นั่งซึมกระทืออยู่เพียงคนเดียวที่สนามหญ้าหลังโรงเรียน เขาไม่เข้าใจ ทำไมมันถึงรวดเร็วนัก วันนี้ จู่ๆคนที่ขาดเรียนไปนานกว่าสามอาทิตย์ก็เดินเข้ามาในรั้วโรงเรียน หายเข้าไปในห้องผู้อำนวยการพักใหญ่ก่อนจะออกมาบอกว่า...ยื่นใบลาออกเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ
“ทำไมล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ดวงหน้าใสซึ่งมีเค้าความงามเปล่งประกายขึ้นทุกวันส่ายหน้า นัยน์ตาสุกใส
“ไม่ใช่หรอกจินกิ ไม่มีปัญหาอะไรเลย มันดี ดีมากเกินไปด้วยซ้ำ”
“อะไรกัน”
“ฉันกำลังจะได้เดบิวต์แล้วล่ะจินกิ โอ๊ย ดีใจที่สุดเลย”
พูดจบหล่อนก็โถมตัวเข้ากอดเพื่อนชายอย่างแรง ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แต่ยกมือขึ้นรับร่างบอบบางนั้นอย่างงงๆ
“อะอื้ม”
“อะไรกัน นายไม่ดีใจกับฉันเลยเหรอ”
“ดีใจสิ ทำไมจะไม่ดีใจ ความฝันของเธอใกล้จะเป็นจริงแล้วนะ”
“อื้ม โอ๊ยย ขอกอดอีกทีนะ ฮืออออ”
ความที่เกยคางกับไหล่หนาของเด็กหนุ่มจึงทำให้เด็กสาวไม่เห็นร่องรอยแห้งผากในแววตาอีกคู่
หล่อนกำลังจะได้เดบิวต์...
กำลังจะได้เป็นนักร้องดังใจฝัน...
หล่อนกำลังจะก้าวออกห่างเขาไปอีกก้าวแล้ว...
“เอ้อ ว่าแต่ แล้วตอนนี้เธอจะมีเวลาทำอย่างอื่นเหรอ ขนาดเป็นเด็กฝึกหัดยังยุ่งแทบตาย”
“อะ...อือ ที่จริงแล้ว ก็เรื่องนั้นแหละ”
รอยยับบนดวงหนาขาวทำให้จินกิต้องเอื้อมมือไปเกลี่ยอ่อนโยน
“อย่าทำหน้ายุ่งสิ เรื่องนี้มีอะไรเหรอ”
คนที่เพิ่งพ้นสภาพนักเรียนกัดริมฝีปาก บิดมือไปมาด้วยท่าทางที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีเลย
“ก็...คือ ต้นสังกัดน่ะ”
“อืม” ตอนนี้ใครจะรู้บ้างว่าจินกิใจสั่นไปหมด เขากลัว กลัวเหลือเกิน
“เขาบอกมาว่า ถ้าจะเป็นนักร้อง ก็ต้องไม่มีข่าวเสีย โดยเฉพาะข่าวเรื่อง...ผู้ชาย”
“หมายความว่ายังไง”
“.......................”
นัยน์ตาหมองๆของคนตรงหน้าทำให้เด็กหนุ่มใจอ่อนยวบ
“อะไร บอกฉันสิ”
“เขา เขาบอกให้ฉันเลิกคบกับนาย เขาบอกว่าตอนเริ่มเดบิวต์ ฉันยังไม่ควรมีแฟน แล้วก็ไม่ควรมีไปอีกสองสามปีเลยด้วย”
เหมือนเสียงหัวใจมันแตกสลาย...
นั่นไง...เวลานั้นมาถึงแล้ว
.
.
.
내가 사랑했던 그 이름 불려 나갈 수록
เน-กา ซา-รัง-เฮด-ตอน คือ อี-ริม บุล-รยอ โบ-รยอ นา-กัล ซู-รก
ชื่อนั้นที่ฉันรัก ฉันพยายามร้องเรียกชื่อนั้น
.
.
.
หล่อนยังโทรมาหาเขาบ้าง...นานๆครั้ง ส่วนมากจะเป็นหลังล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว บ่งชัดว่าเจ้าตัวก็พยายามจะรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้จนสุดความสามารถ ซึ่งบางที ในสาย เขาก็ได้ยินเสียงผู้จัดการของหล่อนดังเข้ามาว่าให้อาบน้ำเข้านอนและเตรียมตัวกับงานวันรุ่งขึ้น ทั้งยังกระทบเป็นนัยๆว่าคนที่อยู่ในสายจะเป็นตัวถ่วงที่ทำให้เด็กสาวเดือดร้อน
อีจินกิทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมันโดยดุษฎี
เขารักหล่อน
รักมากจนเกินกว่าจะตัดใจทำลายความฝันของหล่อนได้ลง
สาวน้อยหน้าตาน่ารักที่ฝันอยากจะเป็นนักร้องมาตั้งแต่อายุไม่ครบสิบขวบ
และเขา...หนุ่มข้างบ้านที่สนับสนุนให้หล่อนเดินตามเส้นทางนั้นมาโดยตลอด
เขาทำลายไม่ได้...อนาคตอันสดใส
ถึงแม้ว่าอีกทางที่ต้องเดินจะเป็นการทำร้ายทำลายหัวใจตนเองก็ตาม
.
.
.
너무 멀어 졌던
นอมู มอ-รอ-จยอด-ตอน
กลับยิ่งไกลห่างออกไป
.
.
.
ภาพเคลื่อนไหวของเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่กำลังทั้งร้องทั้งเต้นอยู่ในจอโทรทัศน์ทำให้จินกิอดยิ้มออกมาไม่ได้ด้วยความปลาบปลื้ม เป็นอย่างที่คิด สาวน้อยเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ทั้งน้ำเสียงและหน้าตา และเจ้าหล่อนก็สามารถนำทั้งสองสิ่งล้ำค่าของตนมาใช้ได้อย่างดีเสียด้วย
จินกิเชื่อ...อีกไม่นานชื่อของหล่อนจะต้องโด่งดังไปทั่วทั้งเกาหลี
คนรักของเขาจะต้องเป็นที่รู้จัก เป็นที่ชื่นชอบ
แวบหนึ่งที่ความคิดนั้นสะดุด
คนรักของเขา...อย่างนั้นหรือ...?
ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขาไม่ได้ยินน้ำเสียงใส ไม่ได้เห็นใบหน้าน่ารัก ไม่ได้สัมผัสเรือนร่างนุ่มนิ่มบอบบางนั้น นาน...คงจะพอๆกับระยะเวลาที่หล่อนเดบิวต์ละมั้ง โทรศัพท์ที่เคยมีมาถึงเขาลดความถี่ลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เงียบหาย...
จินกิพอจะเข้าใจความหมายที่แฝงมากับมัน และก็ไม่คิดที่จะยื้อเอาไว้
ก็เหมือนกับทุกครั้งที่หล่อนไป...เขาไม่เคยมีโอกาสแม้แต่เอ่ยคำบอกลา
ความรักครั้งแรกของเขา...จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์
เสียงเพลงที่ดังขึ้นในท่อนฮุคทำให้ความสนใจของเด็กหนุ่มกลับไปที่หน้าจอแก้วอีกครั้ง รอยยิ้มหวานถูกส่งมาพร้อมกับสายตาหวานเชื่อม ส่งต่อไปยังคนทั้งประเทศที่ดูรายการเพลงนี้อยู่
สิ่งที่เคยเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว บัดนี้มันไม่ใช่
ความร้อนที่หัวตาทำให้อีจินกิต้องรีบยกขึ้นปาดก่อนที่จะปล่อยให้มันหลุดออกมาเป็นที่น่าขายหน้า ถึงเวลาที่จะต้องยอมรับความจริงเสียที
เสียงเพลงจบลงพร้อมกับที่ภาพถูกตัดไปที่นักร้องคนอื่นต่อ จินกิยิ้มขมขื่น
แม้กระทั่งในโทรทัศน์...หล่อนก็ยังต้องจากเขาไป
.
.
.
그이름 이젠 적어놓고
คือ-อี-ริม อี-เจน จอ-กอ-โนโก
ตอนนี้ฉันจะไม่เขียนชื่อนั้นอีกแล้ว
.
.
.
ชีวิตใหม่ของจินกิโดยไม่มีใครอีกคนที่คุ้นเคยเป็นสิ่งลำบากพอสมควร แต่เขาก็พยายามทนให้ได้ เขาให้เวลากับกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนมากขึ้น แต่คนพวกนั้นก็ยังทำให้เขานึกไปถึงร่างบอบบาง น้ำเสียงสดใสของอีกคนไม่วายจากอาการเห่อตามกระแสอยากเป็นนักร้องของพวกมัน
ด้วยแรงยุและแรงบังคับจากเพื่อน
จินกิจึงได้มีโอกาสไปออดิชั่นที่เอสเอ็ม เอนเตอร์เทนเม้นท์...คนละค่ายกับหล่อน ซึ่งเปิดรับทุกสัปดาห์ เขาไปเป็นเพื่อนเฉยๆ แต่ไม่รู้ด้วยพระเจ้ากลั่นแกล้งหรืออย่างไร วันประกาศผลศิลปินฝึกหัดรุ่นใหม่ก็มื่อของอีจินกิติดอยู่ในนั้นในที่สุด
และ...เขาคงบ้ายิ่งกว่าใคร ที่ตัดสินใจรับมัน
การเป็นเด็กฝึกหัดทำให้เขาเข้าใจอดีตคนรักมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องสนุก การฝึกช่างจริงจังและเข้มงวด เด็กหนุ่มเอง...หลังจากเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดก็เหลือเวลาในการจะทำอะไรส่วนตัวน้อยมาก แต่จะว่าไปในข้อเสียมันก็ยังมีข้อดี
ทุกวันนี้เมื่อกลับถึงบ้าน หัวถึงหมอนจินกิก็จะเหน็ดเหนื่อยจนหลับสนิทรวดเดียวถึงเช้า ไม่เคยมีใบหน้าของใครบางคนเข้ามาเยี่ยมกรายในความฝันเหมือนเมื่อก่อนหน้านั้นอีกเลย
.
.
.
날 울먹여 내 안에 숨고 싶어져
นัน อุล-มอก-ยอ เน อัน-เน ซุมโก ชิ-พอ-จยอ
เสียงฉันสั่นเครือ ข้างในตัวฉันมันอยากจะหายไป
.
.
.
“พี่จินกิ”
เสียงตะโกนเรียกพร้อมทั้งร่างโตๆของเด็กโข่งที่กระโดเข้ามากอดเต็มแรงทำให้จินกิแทบล้ม
“เฮ้ย เป็นอะไร”
“พวกเรา พวกเราน่ะนะ”
“เออ พวกเราทำไม” เขาถามยิ้มๆ ขบขันในหน้าตาที่ประหลาดจนบอกไม่ถูกของแทมิน
“พวกเรา...”
“เราจะได้เดบิวต์แล้วพี่จินกิ”
เสียงของคิมคิบอมหรือคีย์ น้องอีกคนดังแทรกเข้ามา ตามด้วยอีกร่างที่โถมทับ...คราวนี้จินกิเลยได้ล้มลงไปกองกับพื้นจริงๆ แต่คนเป็นพี่ก็ไม่โกรธ เด็กหนุ่มร่วมหัวเราะไปกับน้องๆที่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แน่ล่ะ ในเมื่อความฝันของเด็กพวกนี้คือการได้ออกไปยืนบนเวทีที่มีแสงจัดจ้ามาตลอดนี่นา
สำหรับอีจินกิ...
ใช่ เขาเองก็ดีใจ
แต่เขายังสงสัย และไม่สามารถหาคำตอบได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่
ในตอนนั้น...เขาดีใจด้วยสาเหตุอะไรกันแน่
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะได้ก้าวออกมาเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงโด่งดัง หรือแท้จริงแล้ว
เขาแค่ดีใจที่ได้ก้าวเข้าไปใกล้เธอคนนั้นอีกก้าวหนึ่ง...
.
.
.
날 사랑할 수 밖에 없었던
นัล ซา-รัง-ฮัล ซู พัก-เก ออบ-ซอด-ตอน
วันนั้นที่ฉันรักใครไม่ได้นอกจากเธอ
.
.
.
เสียงปรบมือถล่มทลายทำให้หัวหน้าวงชายนี่โค้งรับความความรักนั้นอย่างปลาบปลื้ม วันนี้เป็นวันแรกที่ชายนี่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในเวทีมิวสิคแบงก์อันยิ่งใหญ่ และใครจะนึก...ว่าผู้ชนะจะเป็นเด็กหนุ่มทั้งห้าคน
น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลรินในตอนที่เขาพูดขอบคุณโปรดิวเซอร์อีซูมาน พี่ๆทีมงานรวมถึงรุ่นพี่ร่วมค่ายและสมาชิกในวงด้วยกันเอง
จินกิหรือที่ใช้ชื่อในวงการว่าอนยูถอยไปยืนด้านหลัง เปิดทางให้น้องรักอีกสี่คนได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกของตนเองบ้าง เขาปิติยินดี รอยยิ้มกว้างฉายออกมาไม่หยุดหย่อน เด็กหนุ่มน้อมรับความชื่นชมจากศิลปินรุ่นพี่ที่ร่วมแสดงในเวทีเดียวกันด้วยความนอบน้อม พลันที่สายตาไปสบกับดวงตางดงามอีกคู่ภายใต้อายไลเนอร์คมเฉียบและเครื่องสำอางประทินหน้าหนาจนออกสีทอง
รอยยิ้มเลือนชะงักอยู่ที่เรียวปาก...ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนจากยิ้มแห่งความปิติยินดีเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้ใช้มากว่าหนึ่งปี ยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน และสื่อถึงความรู้สึกลึกล้ำ
ณ วินาทีที่สายตาสองคู่สบกัน บ่งบอกข้อความอะไรได้มากมาย
เหนือสิ่งอื่นใด...
จินกิเบือนสายตาหนี ปรับรอยยิ้มให้ขยายกว้างอีกครั้งเมื่อคนเป็นน้องเรียกให้ไปรับโล่รางวัล
...ที่นี่ ตรงนี้ เขายืนเคียงข้างหล่อนได้อย่างเต็มภาคภูมิ...
.
.
.
그 날은 이젠 알아줘요
คือ นัล อี-เจน อา-รา-จวอ-โย
มันช่วยให้ฉันเข้าใจในตอนนี้
.
.
.
“พี่ ทำอะไรอยู่” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังให้จินกิต้องละจากห้วงภวังค์ความคิดอันยาวไกล
คนเป็นพี่หันหน้ามาเพื่อจะพบกับรอยยิ้มอ่อนโยน มินโฮเดินมาหยุดข้างหลัง เท้าแขนเข้ากับเก้าอี้ แล้วยื่นหน้าข้ามหัวจินกิไปมองที่เนื้อเพลงบนโต๊ะ
คนทำไม่รู้สึก แต่คนถูกกระทำนี่สิ...พี่ชายไร้เดียงสาก้มหน้า หวังให้เรือผมปิดบังสีเลือดที่สูบฉีดขึ้นมา
ก็แบบนี้...มันเหมือนโอบเขาทางอ้อมชัดๆเลยนี่นา
“หืม นี่อะไรน่ะ”
“เพลงใหม่น่ะ ว่าจะลองเสนอดู เผื่อจะได้มีเพลงของตัวเองในอัลบั้มใหม่กับเขาบ้าง”
“Year of Us น่ะเหรอ” ที่อีกฝ่ายเอ่ยมาคือชื่อมินิอัลบั้มใหม่ที่เพิ่งตกลงกันได้เมื่อไม่นานมานี้
“ใช่”
“เพลงเกี่ยวกับอะไร ขอผมดูได้ไหม” ไม่พูดเปล่า มือเรียวๆนั่นก็ฉกหมับเข้าที่กระดาษของจินกิ แต่ว่าคนเป็นเจ้าของโดยชอบธรรมตะปบไว้ได้ทันเสียก่อน
“ไม่เอา ไว้นายก็รอตอนมันเสร็จสิ”
“แต่อยากจะดูตอนนี้นี่”
“ไม่”
“ผมจะดู”
“ไม่ได้”
“เอามานะ”
“ไม่...เฮ้ยยยยยย”
จังหวะเดียวเท่านั้นที่จินกิเผลอ ของล้ำค่าในมือก็ถูกเด็กเอเลี่ยนบางตนฉกฉวยไปในที่สุด มินโฮหัวเราะร่ากับชัยชนะเล็กๆน้อยๆเหนือพี่ชายก่อนจะก้มหน้าลงอ่าน
และสีหน้านั้นก็เคร่งขรึมลงเรื่อยๆ
“พี่...” เขาเงียบไปนาน จนจินกินึกว่าจะไม่เอ่ยอะไรออกมาเสียแล้ว
“..........................”
“พี่รู้ใช่ไหม...”
“...........................” คราวนี้จินกิเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“ว่าถึงก่อนหน้านี้เป็นยังไง แต่ตอนนี้...พี่มีผมเสมอ”
พร้อมกันนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่สุดก็ถูกส่งมาด้วย จินกินิ่งกับคำกล่าวนั้นไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากจะสั่นระริก และขยายเป็นรอยยิ้มหยุดไม่อยู่ นัยน์ตาเล็กหยีเป็นประกายสดใส
“อืม รู้ แล้วนายก็รู้ใช่ไหม ว่าเพลงนี้ ฉันหมายความว่ายังไง”
หลังจากวันนั้นที่ได้พบกันจังหน้า เขากับหล่อนก็เหมือนจะยอมรับสถานภาพนี้ในที่สุด เพื่อนร่วมวงการ...ที่เคยมีอดีตร่วมกัน น่าแปลก จากที่คิดว่าจะเจ็บเจียนตาย ใช่อยู่ มันยังเจ็บ แต่ความเจ็บปวดนั้นก็มิได้ลึกล้ำ ทุรนทุรายเฉกเช่นในยามแรกอีก
พร้อมๆกันนั้น ใครคนใหม่...ที่คุ้นหน้าก็ก้าวเข้ามา
ชเวมินโฮรุ่นน้องร่วมวง...พร้อมกับสถานะที่เจ้าตัวอยากให้มันเปลี่ยนไป จินกิเปิดใจยอมรับความรักครั้งใหม่ด้วยหัวใจที่ต่างไปจากเดิม
“ผมรู้ แต่ตอนนี้ผมหิวแล้วแหละ ไปหาอะไรกินกันเถอะนะ บะหมี่ข้างล่างก็ได้”
“เสียสุขภาพหมด”
“ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกินละน่า ไปเร็ว”
ฉุดมือพี่ชายให้ลุกขึ้นโดยที่ไม่ลิมวางกระดาษสีขาวลายหมึกพร้อยนั้นไว้ที่เดิม จินกิยอมทำตามความต้องการนั้นแต่โดยดีเมื่อตนเองก็ชักเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงประท้วงในท้องเช่นกัน
ก่อนออกจากห้อง หัวหน้าวงชายนี่เหลียวกลับมามองที่โต๊ะเขียนหนังสือสีไม้นั้นอีกครั้ง ด้วยหัวใจที่สงบลงอย่างประหลาด ความร้อนเร่า ทุรนทุรายไม่มีเหลือ
ชีวิตของเขาและหล่อนต้องก้าวต่อไป โดยไม่มีวันมาบรรจบกันได้
อดีต...ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป
แต่มืออุ่นที่กุมอยู่ข้างกายในตอนนี้ต่างหาก...ปัจจุบันและอนาคตที่เขาต้องรักษามันไว้อย่างดีที่สุด
และจินกิเชื่อ ปลายทางข้างหน้าคือสายรุ้งที่สดใส
มันจะไม่มีบทส่งท้ายที่เลวร้ายอีกเป็นอันขาด
ร่างนั้นหันกลับไปอย่างมั่นคง และไม่เหลียวหลังกลับมามองยังประตูห้องซึ่งกำลังจะปิดลงอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ลาก่อน
.
.
.
이룰 수 없는 사랑도 사랑이까
อี-รุล ซู ออบ-นิน ซา-รัง-โด ซา-รัง-อี-นี-กา
ความรักที่ไม่สามารถลุล่วงได้เพราะความรัก
The End
* lyrics and translation from onewsmile.exteen.com ka :))

บอกมานะผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
#1 By | JHz | on 2009-10-24 00:19